การเปลี่ยนสีผมคือหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการ ปรับลุคให้ดูสดใหม่โดยไม่ต้องทำอะไรมาก แค่สีผมเปลี่ยน ภาพรวมทั้งลุคก็ดูแตกต่างไปเลย แต่จะเลือกสีอะไรดีให้เข้ากับสีผิวและโทนหน้าของเรา? หลายคนเลือกสีโดยดูจากรูปดารานักร้องที่ชอบ แล้วพอทำออกมาก็ผิดหวังเพราะสีที่เห็นในรูปกับที่ออกมาจริงต่างกันมาก เพราะสีผิวและโทนหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
สิ่งแรกที่ต้องรู้คือโทนสีผิวของตัวเอง ว่าเป็น Warm Tone (ผิวอมเหลืองทอง) หรือ Cool Tone (ผิวอมชมพูหรืออมน้ำเงิน) วิธีง่าย ๆ ในการเช็คคือดูเส้นเลือดที่ข้อมือ ถ้าเส้นเลือดดูเป็นสีเขียวแสดงว่า Warm Tone ถ้าดูเป็นสีม่วงหรือน้ำเงินแสดงว่า Cool Tone
เลือกสีผมให้เหมาะกับโทนสีผิว
สำหรับคนผิวสองสีหรือผิวแทน Warm Tone สีน้ำตาลอุ่นอย่าง Caramel Brown, Copper Red หรือ Golden Honey จะช่วยทำให้หน้าดูสว่างและมีออร่ามากขึ้น หลีกเลี่ยงสีเทา Ashy ที่อาจทำให้ผิวดูหมองและไม่มีชีวิตชีวา ขณะที่คนผิวขาวหรือผิวเหลืองอมชมพู Cool Tone สีเทา Ashy เช่น Silver Ash หรือ Cool Brown รวมถึงสีดำสนิทก็เข้ากันได้งามมาก
เทรนด์ที่กำลังมาแรงในตอนนี้คือ Balayage หรือการไล่สีแบบธรรมชาติที่โคนผมเข้มและปลายผมสว่าง ให้ความรู้สึกเหมือนผมถูกแสงแดดชโลมเองตามธรรมชาติ ดูสวยงามมากและไม่ต้องตัดแต่งรากบ่อย เพราะโคนผมที่เข้มกว่าทำให้รากใหม่ที่งอกออกมาดูกลมกลืนกันไป
ถ้าอยากลองทำสีผม ด้วยตัวเองที่บ้าน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย มีคู่มือครบถ้วน และสีออกมาสม่ำเสมอ สีติดทนและไม่แพ้การทำร้านในระดับเดียวกัน แถมประหยัดเวลาและงบประมาณได้มากทีเดียว
ข้อควรระวังก่อนและหลัง
ข้อควรระวังก่อนทำที่บ้านคือควรทดสอบอาการแพ้ก่อนเสมอ โดยทาผลิตภัณฑ์เล็กน้อยที่ข้อพับแขนแล้วรอ 48 ชั่วโมง และควรปกป้องผิวหนังรอบ ๆ เส้นผมด้วยครีมกันเปื้อนหรือ Vaseline บาง ๆ ก่อนลงมือทำทุกครั้ง ใส่ถุงมือที่แถมมาในกล่องเสมอเพื่อป้องกันสีย้อมมือ
หลังทำสีแล้ว อย่าลืมดูแลผมด้วยแชมพูและครีมนวดสำหรับผมสีโดยเฉพาะ ซึ่งจะมี pH ที่เหมาะสมและไม่ทำให้สีซีดเร็ว ควรหลีกเลี่ยงการสระผมในวัน 2-3 แรกหลังทำสี เพื่อให้สีฝังตัวได้เต็มที่ก่อน และควรทา Hair Mask อาทิตย์ละ 1-2 ครั้งเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผมที่ผ่านกระบวนการทางเคมีมาค่ะ
สีผมที่สวยไม่ใช่แค่เรื่องของช่วงแรกที่ทำเสร็จ แต่คือการดูแลให้สีอยู่ได้นานและเส้นผมยังสุขภาพดีในระยะยาว