เมื่ออายุเริ่มก้าวเข้าสู่วัยเลขสาม หรือ เลขสี่ ปัญหาผิวหย่อนคล้อย และ ริ้วรอยร่องลึกก็เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน สาเหตุหลักอย่างหนึ่งมาจากการที่ร่างกายผลิตคอลลาเจน (Collagen) ในชั้นผิวได้น้อยลง ทำให้หลายคนพยายามหาวิธีฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้กลับมาแข็งแรง คำถามที่มักจะเป็นที่ถกเถียงกันอยู่เสมอ คือ การเติมสารอาหารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายผ่านการทา หรือ การรับประทาน แบบไหนที่จะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่ากัน บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบที่แท้จริงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์กัน
แบบทา เน้นความชุ่มชื้นและอิ่มฟูจากภายนอก
หลายคนมักคาดหวังว่าการทาสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน จะสามารถช่วยให้ผิวเด้งกระชับขึ้นได้ลึกถึงโครงสร้างด้านใน แต่การทำงานที่แท้จริงมีรายละเอียดที่ควรรู้ ดังนี้
ข้อจำกัดเรื่องขนาดโมเลกุล: คอลลาเจนตามธรรมชาติมีขนาดใหญ่มากจนไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) ลงไปถึงชั้นหนังแท้ได้
เน้นเคลือบปกป้องผิว: หน้าที่หลักของการทา คือ การทำหน้าที่เสมือนฟิล์มเคลือบผิวเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหน้าดูอิ่มน้ำ และ เรียบเนียนขึ้นเพียงชั่วคราว
ทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ดีกว่า: หากต้องการกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่จากภายใน ควรเลือกใช้คู่กับส่วนผสมอย่างเปปไทด์ เรตินอล หรือ วิตามินซีเข้มข้น
แบบกิน เสริมสร้างวัตถุดิบตั้งต้นจากภายใน
สำหรับการรับประทานในรูปแบบอาหารเสริม กลไกการทำงานจะแตกต่างออกไปจากการทาบำรุงภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ผ่านกระบวนการย่อยสลาย: เมื่อทานเข้าไป โปรตีนจะถูกน้ำย่อยสลายกลายเป็นกรดอะมิโนขนาดเล็ก ก่อนถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
ฟื้นบำรุงแบบองค์รวม: ร่างกายจะนำกรดอะมิโนเหล่านี้ไปกระจายเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอทั่วร่างกาย เช่น กระดูก ข้อต่อ เส้นผม และ เล็บ โดยไม่ได้เจาะจงวิ่งตรงไปบำรุงที่ผิวหน้าเพียงอย่างเดียว
ต้องใช้เวลา และ ตัวช่วย: การกินช่วยเพิ่มวัตถุดิบเริ่มต้นในการสร้างโครงสร้างผิวใหม่ได้จริง แต่ต้องอาศัยระยะเวลา ความสม่ำเสมอ และ ควรทานคู่กับวิตามินซีเพื่อให้กระบวนการดูดซึมทำงานได้สมบูรณ์
การจะกู้ผิวหย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึง และ ดูอ่อนเยาว์ต้องอาศัยการดูแลอย่างถูกต้อง การบำรุงด้วยการทาช่วยปกป้องความชุ่มชื้นภายนอก ในขณะที่การกินช่วยเสริมโครงสร้างจากภายใน การผสานทั้งสองวิธีเข้าด้วยกันพร้อมกับการปรับพฤติกรรมการพักผ่อนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อมอบผลลัพธ์ของผิวที่ดูก